หลักสูตร O-Level

หลักสูตร O-Level - Banner

หลักสูตร O-Level

O-Level คืออะไร?

O-Level หรือ The Singapore-Cambridge General Certificate of Education “Ordinary Level” (GCE O-level) คือหลักสูตรที่นำมาจากประเทศอังกฤษ เป็นการสอบวัดระดับความสามารถของนักเรียน ว่าสามารถเรียนในระดับปริญญาตรีได้หรือไม่ เปรียบเสมือนเป็นบันไดขั้นต้นเพื่อดูแนวทางความถนัดของนักเรียน เช่น ควรเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นจนถึงในระดับปริญญาตรี หรือเรียนไปทางสายอาชีวะที่มุ่งเน้นเรื่องการปฏิบัติและนำความรู้ไปประกอบอาชีพต่อไป เป็นการสอบระดับชาติประจำปีที่ดำเนินการร่วมกัน 3 หน่วยงานประกอบด้วย กระทรวงศึกษาธิการ (The Ministry of Education หรือ MOE) คณะกรรมการการสอบและประเมินผลของสิงคโปร์ (Singapore Examination and Assessment Board หรือ SEAB) และ Cambridge Assessment International Education สามารถสอบได้ที่โรงเรียนที่นักเรียนเรียนอยู่ ตามวันที่กำหนด ระบบทดสอบนี้คล้ายคลึงกับระบบ GCSE หรือ IGCSE ซึ่งในการสอบ o-level นี้เป็นการสอบขั้นสุดท้ายเพื่อรับรองการจบระดับมัธยมศึกษา

การสอบ O-level จะเป็นการสอบขั้นสุดท้ายเพื่อรับรองการจบระดับมัธยมศึกษา

หลักสูตรการเรียนการสอนของประเทศสิงคโปร์ (Click ที่รูปเพื่อดูรูปขนาดใหญ่)
หลักสูตร O-Level

Education System in Singapore

นักเรียนในประเทศสิงคโปร์จะใช้เวลาเรียนระดับมัธยมศึกษา (secondary) 4-5 ปี และไปเรียนต่อ  A-Level อีกประมาณ 2 ปี ซึ่งนับได้เป็นเวลานานกว่าระดับมัธยมศึกษาของประเทศไทย โดยสิงคโปร์ได้จัดการเรียนการสอนออกเป็น 2 สาย แบ่งตามเกณฑ์คะแนนและผลสอบตอนจบระดับประถมศึกษา (PSLE) ซึ่งสิงคโปร์จะมีการแบ่งสายนักเรียนกันตั้งแต่ประถมศึกษา ได้แก่ 

  1. สาย Express ซึ่งมีระยะเวลาในการเรียนตั้งแต่ ม.1-4 หรือเป็นเวลา 4 ปี 
  2. สาย Normal ซึ่งมีระยะเวลาในการเรียนตั้งแต่ ม.1-5 หรือเป็นเวลา 5 ปี

ในกรณีที่นักเรียนสาย Normal ทำคะแนนได้ดี ก็สามารถเลื่อนไปสาย Express ได้ และหากนักเรียนสาย Express ทำคะแนนได้ไม่ดีก็มีโอกาสเลื่อนลงมาเป็นสาย Normal ได้เช่นกัน

หลังจากนั้นเมื่อนักเรียนทุกคนเรียนจบตามหลักสูตร ต้องทำการสอบ O-level เพื่อจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ซึ่งนักเรียนสาย Express และสาย Normal จะต้องเข้าสอบสนามเดียวกัน ข้อสอบเดียวกัน และมาตรฐานเดียวกัน เมื่อสอบผ่านก็เทียบเท่ากับว่าได้จบมัธยมศึกษา 6 ของประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว และนักเรียนสามารถนำผลสอบ O-Level มายื่นเข้าเพื่อศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยของประเทศไทยได้ด้วยเช่นกัน

ผลสอบ O level สามารถนำไปใช้สอบเข้าอะไรได้บ้าง?

สำหรับนักเรียนที่มีผลคะแนนสอบ O-Level ผ่านเกณฑ์แล้ว ก็สามารถที่จะสมัครเรียนต่อในระดับ Advance อีก 2 ปี หรือที่สิงคโปร์เรียกว่า Junior College เพื่อเตรียมสอบ A-Level

นักเรียนสามารถนำผลสอบ A-Level ยื่นเข้าสมัครในมหาวิทยาลัยในสิงคโปร์ ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยการจัดการแห่งสิงคโปร์ (SMU) มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (NTU) หรือมหาวิทยาลัยในประเทศอื่น ๆ ได้ และสำหรับนักเรียนที่สอบไม่ผ่าน  A-Level ก็สามารถที่จะเลือกเรียนต่อโพลีเทคนิคได้เช่นกัน

O-level ได้มีการรับรองคุณภาพจาก 3 สถาบัน ดังนี้
  1. Cambridge International Examinations,
  2. Edexcel and American Council for Higher Education.
  3. CIE (Cambridge International Examinations)
คุณสมบัติของผู้สมัครสอบ O-Level
  1. School Candidates นักเรียนจากโรงเรียนที่กำลังเรียนอยู่ในหลักสูตรมัธยมศึกษาปีที่ 4-5 (Year 10-11) หลักสูตรปกติ (สามารถสมัครสอบได้ที่โรงเรียนที่นักเรียนเรียนอยู่)
  2. Private candidates  ผู้สมัครที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ ในการลงทะเบียนสำหรับสอบ O-Level (ต้องลงทะเบียนออนไลน์ ตามเว็ปไซต์)
  3. ผู้สมัครสอบต้องมีอายุ 16 ปีขึ้นไปในปีที่ลงทะเบียนสอบ

กำหนดการสอบ : ช่วงเดือน ตุลาคม และพฤศจิกายนของทุกปี

รายวิชาของ O-Level

O-Level นั้น มีมากกว่า 40 วิชา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์เศรษฐศาสตร์ บัญชี ธุรกิจ ภาษา (รวมถึงภาษาถิ่น) วรรณคดี มนุษยศาสตร์ สังคมวิทยาศาสนา คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี การท่องเที่ยว ศิลปะ สถาปัตยกรรม ดนตรี กีฬา การแสดง แฟชั่น ฯลฯ

ซึ่งปกติแล้วนักเรียนทุกคนจะต้องลงทะเบียนอย่างน้อย 6 วิชา และสามารถลงได้สูงสุด 9 วิชา ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีสาขาวิชาครอบคลุมทุกด้าน และทุกสาขาที่นักเรียนสนใจ

 

สำหรับการวัดระดับหรือการคำนวณเกรดของนักเรียนมีดังนี้ นักเรียนที่ได้รับเกรด A, B และ C  จะถือว่า “สอบผ่าน” แต่นักเรียนที่ได้เกรด D, E และ F จะถือว่า “สอบตก” สำหรับการนับคะแนน O level โดยปกติแล้ว หากได้คะแนนน้อยเท่าไหร่ ยิ่งดี ซึ่งตัวเลขนั้น จะระบุไว้หลังเกรด นั่นเอง

 

 

การคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียน Junior College ของประเทศสิงคโปร์

การยื่นคะแนนเข้า Junior College นักเรียนจะต้องมีผลรวม L1R5  รวมกันไม่เกิน 20 คะแนน

L1R5 คือ วิชาภาษาแบบ First Language  1 ตัว (L1) ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นวิชาภาษาอังกฤษ และวิชาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีก 5 ตัว (R5) รวมทั้งสิ้นใช้คะแนนยื่นจาก 6 วิชา โดยให้ผลรวมของตัวเลขเกรด รวมกันแล้วไม่เกิน 20 คะแนน  อย่างเช่น นักเรียนได้คะแนน จาก  L1R5 ดังนี้ A1, B3,B4, A2, C5,A2   ผลรวมของตัวเลขเกรดคือ 1+3+4+2+5+2 = 17 คะแนน สรุปผลคือนักเรียนสามารถยื่นเข้า Junior College ได้ เพราะคะแนนรวมไม่เกิน 20

อย่างไรก็ตามในการเลือกสอบ R5 นี้ ไม่ใช่ว่านักเรียนจะเลือกสุ่มเอาตามใจได้   เพราะตามเกณฑ์วิชาที่สอบต้องประกอบไปด้วย คณิตศาสตร์ (Math) 1 วิชา วิทยาศาสตร์ (Science) 1 วิชา และ มนุษยศาสตร์ (Humanities) 1 วิชา และควรจะมีความสัมพันธ์กับวิชาที่นักเรียนจะเรียนต่อเรียนต่อในระดับ Junior College เพื่อนำไปยื่นกับมหาวิทยาลัยในสาขาที่ต้องการในอนาคตด้วย

การเตรียมตัวเพื่อสอบ O-Level

การจัดสอบ O-Level ของสิงคโปร์มี เพียง 2 ครั้งต่อปี และใช้เวลาประมาณ 2 เดือนจึงจะทราบผลคะแนน ซึ่งอาจจะทำให้นักเรียนวางแผนต่อยอดในการเรียนต่อได้ค่อนข้างลำบาก เพราะฉะนั้นในการสอบจึงควรเตรียมตัวให้ดีและพร้อมมาก ๆ นอกจากเนื้อหาแต่ละรายวิชาจะต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว ภาษาก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากข้อสอบนั้นเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด หากมีความรู้ในด้านต่างๆไม่ดีพอก็อาจจะทำให้ผลสอบไม่ผ่านเกณฑ์และไม่เป็นไป ตามที่คาดหวังไว้ นักเรียนอาจจะมองหาสถาบันที่แนะนำในเรื่องของข้อสอบและการเตรียมตัว หรือสามารถเตรียมสอบเองที่บ้านก็ได้ค่ะ

Tips ในการเตรียมตัวสอบ

ในการสอบ O-Level ประจำปี แม้นักเรียนจะอ่านหนังสือมาตลอดทั้งปี ก็อาจทำให้รู้สึกเครียด และไม่สบายใจเมื่อใกล้สอบได้ ถ้าฝึกนิสัย หรือทำตามเคล็ดลับที่จะกล่าวถึงนี้ ก็จะสามารถฝึกให้ตัวเองผ่อนคลายจากการเตรียมตัวอย่างหนัก หรือฝึกจิตใจให้เกิดเครียดน้อยลง เพราะฉะนั้นลองทำตามเคล็ดลับดังต่อไปนี้เพื่อเตรียมตัวสอบ O-Level ได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

1. ตั้งนาฬิกาชีวิตให้ตัวเอง

สำหรับนักเรียนที่อาจจะไม่ชอบการตื่นเช้ามานั่งอ่านหนังสือ หรือคิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะตื่นเช้าก็อาจจะส่งผลให้การสอบในช่วงสอบมีประสิทธิภาพน้อยลง ดังนั้นลองนอนแต่หัวค่ำ และตื่นในเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้จิตใจและร่างกายมีเวลาเตรียมตัวและควรจะรับประทานอาหารเช้าที่ดีต่อร่างกาย เพราะมื้อเช้าถือเป็นมื้ออาหารที่สำคัญมาก สมองของเราต้องการพลังงานอย่างหนักไปใช้

2. วางแผนเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด

ลองพยายามปฏิบัติตามตารางเวลาที่เราวางแผนไว้ เพราะจะช่วยให้เรามีระเบียบวินัยและสามารถกำหนดเป้าหมายการเรียนต่อได้อย่างชัดเจนและมีความหมายมากขึ้น

3. ให้รางวัลตัวเองและหยุดพัก

เราต้องปล่อยให้สมองของเราได้หยุดพักจากการทำงานหนักบ้าง ถ้าเจอเรื่องเครียดสะสมนานเข้าอาจทำให้สมองล้า ฉะนั้นจึงควรหยุดพักเรื่องต่างๆ ไว้แล้วออกไปทำสิ่งที่ชอบ หรือทำกิจกรรมที่ไม่ค่อยมีเวลาได้ทำ สำหรับบางคนการได้หยุดนอนกลิ้ง ๆ อยู่บนเตียง แค่นี้ก็นับเป็นความสุขที่ช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าจากเรื่องราวสารพัดที่ต้องเจอในแต่ละวันแล้ว

4. ทำตัวให้สบายไม่เคร่งเครียด หรือมุ่งหวังมากเกินไป

การกดดันตัวเองจะทำให้เครียด นอนไม่หลับ สุขภาพจะเสื่อมโทรม ขาดสมาธิ และมีผลจะทำให้อ่านหนังสือไม่จำหรือไม่เข้าใจ ให้คิดว่าถ้าเราสอบไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ทำอาชีพอื่น ๆ ที่น่าสนใจกว่าก็ยังมี จะทำให้ใจสบาย ไม่เครียด ไม่ฟุ้งซ่าน มีสมาธิและกำลังใจดี

5. อ่านทุกวันและอ่านอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับลองทำข้อสอบ

6. ทบทวนอีกครั้งก่อนวันสอบจริง

เมื่อเราอ่านหนังสือจบหมดแล้ว และลองทำข้อสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกหนึ่งอย่างที่เราไม่ควรพลาดที่จะทำเลยก็คือ การทบทวนเป็นครั้งสุดท้าย

7. มีสติอยู่เสมอ

 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.seab.gov.sg/home/examinations/gce-o-level

กลับสู่หน้าแรก